ลำไยสด



ลำไยสดของไทยมีสารตกค้าง อาจโดนแบน งดส่งออก

http://lamyaigarden.blogspot.com
 ปัญหาการส่งออกลำไยสด
“จีนตรวจพบสารปนเปื้อนในลำไยสดของไทยเกินมาตรฐาน ไม่แน่อาจสั่งแบน งดนำเข้าลำไยสดจากไทย”  สำหรับชาวสวนลำไยหรือผู้ประกอบการหลายๆราย หากได้ยินข่าวนี้แล้วคงไม่สบายใจกันเท่าไรนัก เพราะหากพูดถึงผลผลิตลำไยในบ้านเราแล้ว ถือว่าเป็นผลไม้ส่งออกที่สร้างมูลค่าอย่างมหาศาลในแต่ละปี โดยเฉพาะในปี 2556 ที่ผ่านมามีการส่งออกผลผลิตลำไยทั้งสิ้น 413,339.58 ตัน สร้างรายได้เข้าประเทศมากถึง 8,503.25 ล้านบาท และล่าสุดตั้งแต่เดือนมกราคม  - เดือนมีนาคม 2557 ที่ผ่านมา ประเทศไทยเรามีการส่งออกลำไยสดไปแล้วกว่า 121,711.83 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 2,903.51 ล้านบาท และตลาดรับซื้อที่สำคัญหลักๆของเราก็คือ จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ แต่ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับแจ้งเตือนจากสำนักงานควบคุมคุณภาพตรวจสอบและกักกันโรคของจีนหรือ AQSIQ ว่า ได้มีการตรวจพบ “สารซัลเฟอร์ไดออกไซด์”  ในลำไยสดที่นำเข้าจากประเทศไทยเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้คือ 50 ppm อยู่บ่อยครั้ง และได้สั่งห้ามน้ำเข้าลำไยจากผู้ประกอบการบางรายไปแล้ว พร้อมแจ้งให้ประเทศไทยแก้ไขโดยด่วน ก่อนที่ไทยเราจะถูกระงับการนำเข้าเสียทั้งหมด ส่วนสาเหตุที่ตรวจพบสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในลำไยเกินมาตรฐานนั้น เกิดจากโรงบ่มลำไยบางแห่งใช้สารรมลำไยเกินมาตรฐานที่กำหนดเอาไว้ เหตุผลก็เพราะว่าต้องการยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์บางชนิดและยับยั้งการเกิดสีน้ำตาลในผลลำไยนั่นเอง เพราะความมักง่ายอยากจะได้ลำไยผิวสวยมีอายุการเก็บรักษาที่นานเพิ่มขึ้นอีกกว่า 1 สัปดาห์ สามารถวางจำหน่ายในตลาดได้นานขึ้น โดยไม่คำนึงถึงการตกค้างของสารพิษดังกล่าว และที่สำคัญผลกระทบที่ว่านี้ นอกจากจะมีผลต่อความเชื่อมั่นในตลาดต่างประเทศแล้ว ยังส่งผลโดยตรงกับเกษตรกรผู้ที่ก้มหน้าก้มตาดูแลรักษาผลผลิต และเม็ดเงินลงทุนที่รอมาเป็นฤดูกาล เพราะฉะนั้นแล้วขอความเห็นใจท่านผู้ประกอบการรายใหญ่รายย่อยทั้งหลาย ก่อนคิดทำอะไรที่เป็นการเอื้อประโยชน์แก่ตัวเองที่มันเกินมาตรฐาน ให้คิดเห็นอกเห็นใจชาวสวนลำไยบ้าง ถึงแม้ว่าผมจะไม่มีสวนลำไยเป็นร้อยเป็นพันไร่ แต่ผมก็เน้นการทำเกษตรแบชีวภาพ คือลงทุนลงแรงไปแล้วก็อยากได้คืนมากันทั้งนั้นแหละครับ
อ้างอิงจาก: นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน

ลำไยปลอดสารพิษ

มาทำสวนลำไยปลอดสารพิษกันเถอะ

ลำไยชีวภาพ 
สถานการณ์ การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรในปัจจุบันค่อนข้างน่าเป็นห่วงมาก และที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด ก็เห็นจะเป็นผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบโดยตรง รองลงมาก็คือเจ้าของสวนเอง ด้วยเทคโนโลยีทางด้านการเกษตรก้าวหน้ามากขึ้น การผลิตสารกำจัดวัชพืช และสารกำจัดแมลงศัตรูพืชยี่ห้อใหม่ๆออกมาให้เห็นกันเกลื่อน ด้วยฤทธิ์ที่รุนแรงสามารถกำจัดหนอนหรือแมลงศัตรูพืชได้อย่างเฉียบพลัน ด่วนเร็วทันใจ แตกต่างจากสารชีวภาพที่สกัดได้จากสมุนไพรธรรมชาติ ซึ่งบางครั้งก็ไม่ทำให้แมลงศัตรูพืชตายลงทันที แต่จะบินหนีไปสุดท้ายก็กลับมาใหม่ แต่หากเปรียบเทียบระหว่างการฉีดพ่นสารกำจัดแมลง ที่จัดว่ามีฤทธิ์รุนแรง มีอันตรายโดยตรงต่อผู้บริโภคและผู้ใช้ เกิดสารตกค้างในสภาพแวดล้อม เป็นเหตุนำมาซึ่งโรคภัยต่างๆ กับการฉีดพ่นสารชีวภาพที่ไม่เป็นพิษต่อผู้ใช้และผู้บริโภค แถมยังช่วยรักษาสภาวะแวดล้อม ไร้ซึ่งมลภาวะพิษ ไม่มีสารตกค้างใดๆ แถมยังมีกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อพืชอย่างมาก ถึงแม้ว่าเราจะฉีดพ่นหลายครั้งแต่ก็ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อร่างกาย กลับไปเพิ่มความแข็งแรงสมบูรณ์ให้กับต้นพืช เพราะต้นไม้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งมีชีวิต เปรียบได้กับคนเรา เพราะหากเราดูแลร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ร่างกายก็จะสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ เป็นเกราะป้องกันอันตรายจากเชื้อไวรัสต่างๆที่เป็นสาเหตุของโรคได้ ส่วน“ต้นไม้” ที่เราปลูกก็ไม่แตกต่างกัน หากเราหมั่นบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์แข็งแรง ศัตรูต่างๆก็เข้าทำลายได้น้อยลง
สำหรับคนที่ทำเกษตรแบบชีวภาพวันนี้ ผมอยากจะแนะนำอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ไม่อยากใช้สารเคมี และไม่มีวัตถุดิบที่จะนำมาหมักเป็นสมุนไพรชีวภาพสำหรับฉีดพ่นกำจัดแมลงศัตรูพืช แนะนำให้ใช้สารกำจัดแมลงศัตรูพืชแบบชีวภาพ ที่อุดมไปด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับพืช ซึ่งหาซื้อได้ที่ ธกส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์) ใกล้บ้านท่าน ราคาจะตกอยู่ประมาณลิตรละ 250 บาท ก็จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ปลอดสารพิษปลอดภัยต่อผู้บริโภคและตัวคุณเอง แถมยังช่วยรักษาสภาพแวดล้อมได้ด้วยครับ